Dictionary : English, Thai, Pali. Link : Lexitron, RoyDict, BudDict, ETipitaka, PpmDict, Longdo.
Search: .

Budhism Thai-Thai Dict : , 32 found, display 1-32
  1. ปริเฉท : กำหนดตัด, ข้อความที่กำหนดไว้เป็นตอนๆ, ข้อความที่รวบรวมเอามาัดเป็นหมวดๆ , บท, ตอน; การกำหนดแยก, การพิารณาตัดแยกออกให้เห็นแต่ละส่วน (พนานุกรมเขียนปริเฉท)
  2. กิญาณ : ปรีชากำหนดรู้กิที่ควรทำในอริยสั ๔ แต่ละอย่าง คือรู้ว่า ทุกข์ ควรกำหนดรู้ สมุทัย ควรละ นิโรธ ควรทำให้แ้ง มรรค ควรทำให้เริญคือควรปฏิบัติ (ข้อ ๒ ใน ญาณ ๓)
  3. นามรูปปริเฉทญาณ : ญาณกำหนดแยกนามรูป, ญาณหยั่งรู้ว่าสิ่งทั้งหลายเป็นแต่เพียงนามและรูป และกำหนดำแนกได้ว่าสิ่งใดเป็นรูป สิ่งใดเป็นนาม (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖)
  4. ปฏิฉันนปริวาส : ปริวาสเพื่อครุกาบัติที่ปิดไว้, ปริวาสที่ภิกษุผู้ปรารถนาะออกากอาบัติสังฆาทิเสสอยู่ใช้เพื่ออาบัติที่ปิดไว้ ซึ่งนับวันได้เป็นำนวนเดียว
  5. ปฏิฉันนาบัติ : อาบัติ (สังฆาทิเสส) ที่ภิกษุต้องแล้วปิดไว้
  6. ปริเฉทรูป : รูปที่กำหนดเทศะ ได้แก่ อากาสธาตุ หรืออากาศ คือ ช่องว่าง เช่น ช่องว่างในส่วนต่างๆ ของร่างกาย
  7. เวยยาวัมัย : บุญสำเร็ด้วยการช่วยขวนขวายในกิที่ชอบ, ทำดีด้วยการช่วยเหลือรับใช้ผู้อื่น (ข้อ ๕ ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐); ไวยาวัมัย ก็เขียน
  8. สัญาณ : ปรีชากำหนดรู้ความริง, ความหยั่งรู้สัะ คือ รู้อริยสั ๔ แต่ละอย่างตามภาวะที่เป็นริง ว่านี้ทุกข์นี้ทุกขสมุทัย เป็นต้น (ข้อ ๑ ในญาณ ๓)
  9. สัธรรม : ธรรมที่ริงแท้, หลักสัะ เช่น ในคำว่า อริยสัธรรมทั้ง ๔
  10. อนิตา : ความเป็นของไม่เที่ยง, ภาวะที่สังขารทั้งปวงเป็นสิ่งไม่เที่ยงไม่คงที่ (ข้อ ๑ ในไตรลักษณ์)
  11. อนิสัญญา : กำหนดหมายถึงความไม่เที่ยงแห่งสังขาร (ข้อ ๑ ในสัญญา ๑๐)
  12. อปฏิฉันนาบัติ : อาบัติ (สังฆาทิเสส) ที่ภิกษุต้องแล้วไม่ได้ปิดไว้
  13. สิถิล : พยัญชนะออกเสียงเพลา ได้แก่พยัญชนะที่ ๑ ที่ ๓ ในวรรคทั้ง ๕ คือ ก ค, ช, ฏ ฑ, ต ท, ป พ
  14. อุปาทายรูป : รูปอาศัย, รูปที่เกิดสืบเนื่องากมหาภูตรูป, อาการของมหาภูตรูป ตามหลักฝ่ายอภิธรรมว่า มี ๒๔ คือ ก) ประสาท หรือ ปสาทรูป ๕ ได้แก่ ักขุ ตา, โสต หู, ฆาน มูก, ชิวหา ลิ้น, กาย, มโน ใ, ข) โครรูป หรือ วิสัยรูป (รูปที่เป็นอารมณ์) ๕ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (โผฏฐัพพะ ไม่นับเข้าำนวน เพราะตรงกับปฐวี เตโช วาโย ซึ่งเป็นมหาภูตรูป) ค) ภาวรูป ๒ ได้แก่ อิตถีภาวะ ความเป็นหญิง และปุริสภาวะ ความเป็นชาย ง) หทัยรูป ๑ คือ หทัยวัตถุ หัวใ ) ชีวิตรูป ๑ คือ ชีวิตินทรีย์ ภาวะที่รักษารูปให้เป็นอยู่ ฉ) อาหารรูป ๑ คือกวฬิงการาหาร อาหารที่กินเกิดเป็นโอชา ช) ปริเฉทรูป ๑ คือ อากาศธาตุ ช่องว่าง ญ) วิญญัติรูป ๒ คือ กายวิญญัติ ไหวกายให้รู้ความ วีวิญญัติ ไหววาาให้รู้ความ คือพูดได้ ฎ) วิการรูป ๕ อาการดัดแปลงต่างๆ ได้แก่ ลหุตา ความเบา, มุทุตา ความอ่อน, กัมมัญญตา ความควรแก่งาน, (อีก ๒ คือ วิญญัติรูป ๒ นั่นเอง ไม่นับอีก) ฏ) ลักขณรูป ๔ ได้แก่ อุปยะ ความเติบขึ้นได้, สันตติ สืบต่อได้, ชรตา ทรุดโทรมได้, อนิตา ความสลายไม่ยั่งยืน (นับโครรูปเพียง ๔ วิการรูป เพียง ๓ ึงได้ ๒๔); ดู มหาภูต ด้วย
  15. ุลศักราช : ศักราชน้อย ตั้งขึ้นโดยกษัตริย์พม่าองค์หนึ่งใน พ.ศ.๑๑๘๒ ภายหลังมหาศักราช, เป็นศักราชที่เราใช้กันมาก่อนใช้รัตนโกสินทรศก, นับรอบปีตั้งแต่ ๑๖ เมษายน ถึง ๑๕ เมษายน เขียนย่อว่า .ศ.(พ.ศ.๒๕๒๒ ตรงกับ .ศ.๑๓๔๐-๑๓๔๑)
  16. ญาณ : ความรู้, ปรีชาหยั่งรู้, ปรีชากำหนดรู้; ญาณ ๓ หมวดหนึ่ง ได้แก่ ๑.อตีตังสญาณ ญาณในส่วนอดีต ๒.อนาคตังสญาณ ญาณในส่วนอนาคต ๓.ปัุปปันนังสญาณ ญาณในส่วนปัุบัน; อีกหมวดหนึ่ง ได้แก่ ๑.สัญาณ หยั่งรู้อริยสัแต่ละอย่าง ๒.กิญาณ หยั่งรู้กิในอริยสั ๓.กตญาณ หยั่งรู้กิอันได้ทำแล้วในอริยสั; อีกหมวดหนึ่ง ได้แก่ วิชชา ๓
  17. ญาณ ๑๖ : ญาณที่เกิดแก่ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาโดยลำดับตั้งแต่ต้นนถึงุดหมาย คือมรรคผลนิพพาน ๑๖ อย่างคือ ๑.นามรูปปริเฉทญาณ ญาณกำหนดแยกนามรูป ๒.(นามรูป) ปััยปริคคหญาณ ญาณกำหนดับปััยแห่งนามรูป ๓.สัมมสนญาณ ญาณพิารณานามรูปโดยไตรลักษณ์ ๔.- ๑๒.(ตรงกับวิปัสสนาญาณ ๙) ๑๓.โคตรภูญาณ ญาณครอบโคตรคือหัวต่อที่ข้ามพ้นภาวะปุถุชน ๑๔.มัคคญาณ ญาณในอริยมรรค ๑๕.พลญาณ ญาณในอริยผล ๑๖.ปัเวกขณญาณ ญาณที่พิารณาทบทวน; ญาณ ๑๖ นี้เรียกเลียนคำบาลีว่า โสฬสญาณ หรือ เรียกกึ่งไทยว่า ญาณโสฬส; ดู วิปัสสนาญาณ
  18. ไตรลักษณ์ : ลักษณะ ๓ คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความมิใช่ตัวตน (อนิตา ทุกฺขตา อนตฺตตา) ดู สามัญญลักษณะ
  19. ธรรม : สภาพที่ทรงไว้, ธรรมดา, ธรรมชาติ, สภาวธรรม, สัธรรม, ความริง; เหตุ, ต้นเหตุ; สิ่ง, ปรากฏการณ์, ธรรมารมณ์, สิ่งที่ใคิด; คุณธรรม, ความดี, ความถูกต้อง, ความประพฤติชอบ; หลักการ, แบบแผน, ธรรมเนียม, หน้าที่; ความชอบ, ความยุติธรรม; พระธรรม, คำสั่งสอนของพระพุทธเ้า ซึ่งแสดงธรรมให้เปิดเผยปรากฏขึ้น
  20. ปริวัฏฏ์ : หมุนเวียน, รอบ; ญาณทัสสนะมีปริวัฏฏ์ ๓ หรือเวียนรอบ ๓ ในอริยสั์ ๔ หมายถึง รู้อริยสั์ ๔ แต่ละข้อโดยสัญาณ กิญาณและกตญาณ รวม ๔ ข้อเป็น ๑๒ เรียกว่า มีอาการ ๑๒
  21. ปริวาส : การอยู่ชดใช้ เรียกสามัญว่า อยู่กรรม, เป็นชื่อวุฏฐานวิธี (ระเบียบปฏิบัติสำหรับออกากครุกาบัติ) อย่างหนึ่ง ซึ่งภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้ ะต้องประพฤติเป็นการลงโทษตนเองชดใช้ให้ครบเท่าำนวนวันที่ปิดอาบัติ ก่อนที่ะประพฤติมานัตอันเป็นขั้นตอนปกติของการออกากอาบัติต่อไป, ระหว่างอยู่ปริวาส ต้องประพฤติวัตรต่างๆ เช่น งดใช้สิทธิบางอย่าง ลดฐานะของตน และประานตัวเป็นต้น; ปริวาส มี ๓ อย่าง คือ ปฏิฉันนปริวาส สโมธานปริวาส และ สุทธันตปริวาส; มีปริวาสอีกอย่างหนึ่งสำหรับนักบวชนอกศาสนา ะต้องประพฤติก่อนที่ะบวชในพระธรรมวินัย เรียกว่า ติตถิยปริวาส ซึ่งท่านัดเป็น อปริฉันนปริวาส
  22. ปหานปริญญา : กำหนดรู้ถึงขั้นละได้ คือ กำหนดรู้สังขารว่าเป็นอนิัง ทุกขัง อนัตตา นถึงขั้นละนิสัญญา เป็นต้น ในสังขารนั้นได้ (ข้อ ๓ ใน ปริญญา ๓)
  23. พุทธบาท : รอยเท้าของพระพุทธเ้า อรรถกถาว่าทรงประทับแห่งแรกที่บนหาดทรายฝั่งแม่น้ำนันมทา แห่งที่สองที่ภูเขาสัพันธคีรี นอกากนี้ ตำนานสมัยต่อๆ มาว่ามีที่ภูเขาสุมนกูฏ (ลังกาทวีป) และเมืองโยนก รวมเป็น ๕ สถาน
  24. พุทธะ : ท่านผู้ตรัสรู้แล้ว, ผู้รู้อริยสั ๔ อย่างถ่องแท้ ตามอรรถกถาท่านแบ่งเป็น ๓ คือ ๑.พระพุทธเ้า ท่านผู้ตรัสรู้เองและสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม (บางทีเรียกพระสัมมาสัมพุทธะ) ๒.พระปักพุทธะ ท่านผู้ตรัสรู้เองำเพาะผู้เดียว ๓.อนุพุทธะ ท่านผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเ้า (เรียกอีกอย่างว่า สาวกพุทธะ); บางแห่งัดเป็น ๔ คือ สัพพัญญูพุทธะ ปักพุทธะ ตุสัพุทธะ (=พระอรหันต์) และ สุตพุทธะ (=ผู้เป็นพหูสูต)
  25. ภัททา กัานา : พระมหาสาวิกาองค์หนึ่ง เป็นธิดาของพระเ้าสุปปพุทธะแห่งโกสิยวงศ์ พระนามเดิมว่า ยโสธรา หรือ พิมพา เป็นพระมารดาของพระราหุลพุทธชิโนรส ได้นามว่า ภัททากัานา เพราะทรงมีฉวีวรรณดุทองคำเนื้อเกลี้ยง บวชเป็นภิกษุณี ในพระพุทธศาสนาเริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ไม่ช้าก็ได้สำเร็พระอรหัต ได้รับยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะในทางบรรลุมหาภิญญา เรียกภัททกัานา ก็มี
  26. มหาวิโลกนะ : “การตรวดูอันยิ่งใหญ่”, ขอตรวสอบพิารณาที่สำคัญ หมายถึง สิ่งที่พระโพธิสัตว์ทรงพิารณาตรวดู ก่อนะตัดสินพระทัยประทานปฏิญาณรับอาราธนาของเทพยดาทั้งหลาย ว่าุติากดุสิตเทวโลกไปบังเกิดในพระชาติสุดท้ายที่ะตรัสรู้เป็นพระพุทธเ้า มี๕อย่าง (นิยมเรียกว่า ปัญมหาวิโลกนะ) คือ ๑.กาล คืออายุกาลของมนุษย์ะต้องอยู่ระหว่าง ๑๐๐ ถึง ๑ แสนปี (ไม่สั้นกว่าร้อยปี ไม่ยาวเกินแสนปี) ๒.ทีปะ คือทวีป ะอุบัติแต่ในชมพูทวีป ๓.เทสะ คือประเทศ หมายถึงดินแดนะอุบัติในมัธยมประเทศ และทรงกำหนดเมืองกบิลพัสดุ์เป็นที่พึงบังเกิด ๔.กุละ คือ ตระกูล ะอุบัติเฉพาะในขัตติยสกุลหรือในพราหมณสกุล และทรงกำหนดว่าเวลานั้นโลกสมมติว่าตระกูลกษัตริย์ประเสริฐกว่าตระกูลพราหมณ์ ึงะอุบัติในตระกูลกษัตริย์ โดยทรงเลือกพระเ้าสุทโธทนะเป็นพุทธบิดา ๕.ชเนตติอายุปริเฉท คือมารดา และกำหนดอายุของมารดา มารดาะต้องมีศีล ๕ บริสุทธิ์ ไม่โลเลในบุรุษ ไม่เป็นนักดื่มสุรา ได้บำเพ็ญบารมีมาตลอดแสนกัลป์ ทรงกำหนดได้พระนางมหามายา และทรงทราบว่าพระนางะมีพระชนม์อยู่เกิน ๑๐ เดือนไปได้ ๗ วัน (สรุปตามแนวอรรถกถาชาดก)
  27. ราชธรรม : ธรรมสำหรับพระเ้าแผ่นดิน, คุณสมบัติของนักปกครองที่ดี สามารถปกครองแผ่นดินโดยธรรมและยังประโยชน์สุขให้เกิดแก่ประชาชนนเกิดความชื่นชมยินดี มี ๑๐ ประการ (นิยมเรียกว่า ทศพิธราชธรรม) คือ ๑.ทาน การให้ทรัพย์สินสิ่งของ ๒.ศีล ประพฤติดีงาม ๓.ปริาคะ ความเสียสละ ๔.อาชชวะ ความซื่อตรง ๕.มัททวะ ความอ่อนโยน ๖.ตบะ ความทรงเผากิเลสตัณหา ไม่หมกมุ่นในความสุขสำราญ ๗.อักโกธะ ความไม่กริ้วโกรธ ๘.อวิหิงสา ความไม่ข่มเหงเบียดเบียน ๙.ขันติ ความอดทนเข็มแข็งไม่ท้อถอย ๑๐.อวิโรธนะ ความไม่คลาดธรรม
  28. ไวยาวัมัย : ดู เวยยาวัมัย
  29. สมฺมาสมฺพุทฺโธ : ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบคือรู้อริยสั ๔ โดยไม่เคยได้เรียนรู้ากผู้อื่น ึงทรงเป็นผู้เริ่มประกาศสัธรรม เป็นผู้ประดิษฐานพระพุทธศาสนา และึงได้พระนามอย่างหนึ่งว่า ธรรมสามี คือเป็นเ้าของธรรม (ข้อ ๒ ในพุทธคุณ ๙)
  30. สัญญา ๑๐ : ความกำหนดหมาย, สิ่งที่ความกำหนดหมายไว้ในใ มี ๑๐ อย่าง คือ ๑.อนิสัญญา กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร ๒.อนัตตสัญญา กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง ๓.อสุภสัญญา กำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย ๔.อาทีนวสัญญา กำหนดหมายโทษแห่งกาย คือมีอาพาธต่าง ๆ ๕.ปหานสัญญา กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรม ๖.วิราคสัญญา กำหนดหมายวิราคะ คืออริยมรรคว่าเป็นธรรมอันสงบประณีต ๗.นิโรธสัญญา กำหนดหมายนิโรธ คืออริยผล ว่าเป็นธรรมอันสงบประณีต ๘.สัพพโลเก อนภิรตสัญญา กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง ๙.สัพพสังขาเรสุ อนิฏฐสัญญา กำหนดหมายความไม่น่าปรารถนาใน สังขารทั้งปวง ๑๐.อานาปานัสสติ สติกำหนดลมหายใเข้าออก
  31. สามัญญลักษณะ : ลักษณะที่เสมอกันแก่สังขารทั้งปวง ได้แก่ ๑.อนิตา ความเป็นของไม่เที่ยง ๒.ทุกขตา ความเป็นทุกข์หรือความเป็นของคงทนอยู่มิได้ ๓.อนัตตตา ความเป็นของไม่ใช่ตัวตนแสดงความตามบาลีดังนี้ ๑.สพฺเพ สงฺขารา อนิา สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ๒.สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ๓.สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งปวงมิใช่ตัวตน; ลักษณะเหล่านี้มี ๓ อย่าง ึงเรียกว่า ไตรลักษณ์, ลักษณะเหล่านี้เป็นของแน่นอน เป็นกฎธรรมดา ึงเรียกว่า ธรรมนิยาม
  32. สามุกกังสิกา : แปลตามอรรถกถาว่า พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเ้าทรงยกขึ้นถือเอาเอง คือ ทรงเห็นด้วยพระสยัมภูญาณ (ตรัสรู้เอง) ได้แก่อริยสัเทศนา, ตามแบบเรียน แปลว่า ธรรมเทศนาที่พระพุทธเ้าทรงยกขึ้นแสดงเอง คือไม่ต้องปรารภคำถามเป็นต้นของผู้ฟัง ได้แก่เทศนาเรื่องอริยสั
  33. [1-32]

(0.0144 sec)