Dictionary : English, Thai, Pali. Link : Lexitron, RoyDict, BudDict, ETipitaka, PpmDict, Longdo.
Search: จู๋จี๋ , then จจ, จู๋จี๋ .

Eng-Thai Lexitron Dict : จู๋จี๋, not found

Thai-Eng Lexitron Dict : จู๋จี๋, 6 found, display 1-6
  1. จู๋จี๋ : (V) ; affectionate chat or whisper ; Related:billing and cooing, talk in a low voice ; Syn:กระจู๋กระจี๋ ; Def:อาการที่พูดกันเบาๆ ด้วยอาการสนิทสนม ; Samp:กรมราชทัณฑ์กลายเป็นขวัญใจชาวคุกเพราะให้นักโทษได้มีโอกาสจู๋จี๋กับสามีภรรยาได้ใน บางโอกาส
  2. จู๋จี๋ : (ADV) ; amorously ; Related:lovingly, passionately ; Samp:เมื่อวานนี้ฉันเห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งจู๋จี๋กันอยู่ในสวน
  3. กระจู๋กระจี๋ : (V) ; coo ; Related:bill and coo, speak in whispers ; Syn:จู๋จี๋ ; Def:อาการที่พูดกันเบาๆ แสดงอาการสนิทสนม ; Samp:หนุ่มสาวคู่นั้นกระจู๋กระจี๋กันอย่างมีความสุข
  4. กระหนุงกระหนิง : (ADV) ; (talk) sweetly ; Related:(talk) love, (talk) in whisper ; Syn:กะหนุงกะหนิง ; Def:อาการพูดจู๋จี๋ระหว่างคู่รัก ; Samp:ชายหนุ่มหญิงสาวคุยกันกระหนุงกระหนิงจนคนอื่นๆ อิจฉา
  5. กะหนุงกะหนิง : (ADV) ; whisperingly ; Related:occupied with endless whispers in love ; Syn:หนุงหนิง ; Def:เสียงพูดจู๋จี๋ระหว่างคู่รัก ; Samp:พวกเขาคุยกันกะหนุงกะหนิงตลอดเวลา
  6. หนุงหนิง : (ADV) ; tete-a-tete ; Related:privately ; Syn:กะหนุงกะหนิง ; Def:เสียงพูดจู๋จี๋ระหว่างคู่รัก ; Samp:คู่หนุ่มสาวพูดคุยหนุงหนิงกันตามประสาคู่รัก

Royal Institute Thai-Thai Dict : จู๋จี๋, 7 found, display 1-7
  1. จู๋จี๋ : ก. พูดกันเบา ๆ ด้วยอาการสนิทสนม, กระจู๋กระจี๋ ก็ว่า. ว. อาการ ที่พูดกันเบา ๆ ด้วยความสนิทสนม, กระจู๋กระจี๋ ก็ว่า.
  2. กระจู๋กระจี๋ : ก. พูดกันเบา ๆ ด้วยอาการสนิทสนม, จู๋จี๋ ก็ว่า. ว. อาการที่พูดกันเบา ๆ ด้วยความสนิทสนม, จู๋จี๋ ก็ว่า.
  3. กะหนุงกะหนิง : ว. เสียงพูดจู๋จี๋ระหว่างคู่รักเป็นต้น.
  4. จี่จู้ : (ถิ่น-อีสาน) น. นกกางเขน. (ดู กางเขน).
  5. อาทิจจวาร : น. วันอาทิตย์, สูรยวาร หรือ อาทิตยวาร ก็ว่า.
  6. ปัจยาการ : [ปัดจะยา-] (แบบ) น. อาการที่เป็นเหตุต่อเนื่องกัน คือ ปฏิจจสมุปบาท. (ป. ปจฺจยาการ).
  7. อาทิตยวาร : น. วันอาทิตย์, สูรยวาร หรือ อาทิจจวาร ก็ว่า.

Budhism Thai-Thai Dict : จู๋จี๋, more than 5 found, display 1-5
  1. ปฏิจจสมุปบาท : สภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น, การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น, การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา
  2. กัมมวัฏฏ์ : วนคือกรรม, วงจรส่วนกรรม, หนึ่งในวัฏฏะ ๓ แห่งปฏิจจสมุปบาท ประกอบด้วยสังขารและกรรมภพ ดู ไตรวัฏฏ์
  3. ตถตา : ความเป็นอย่างนั้น, ความเป็นเช่นนั้น, ภาวะที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของมันอย่างนั้นเอง คือเป็นไปตามเหตุปัจจัย (มิใช่เป็นไปตามความอ้อนวอน ปรารถนา หรือการดลบันดาลของใครๆ) เป็นชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกกฎปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา
  4. ตถาคต : พระนามอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า เป็นคำที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกหรือตรัสถึงพระองค์เอง แปลได้ความหมาย ๘ อย่าง คือ ๑.พระผู้เสด็จมาแล้วอย่างนั้น คือ เสด็จมาทรงบำเพ็ญพุทธจริยา เพื่อประโยชน์แก่ชาวโลก เป็นต้น เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ อย่างไรก็อย่างนั้น ๒.พระผู้เสด็จไปแล้วอย่างนั้น คือทรงทำลายอวิชชาสละปวงกิเลสเสด็จไปเหมือนอย่างพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ อย่างไรก็อย่างนั้น ๓.พระผู้เสด็จมาถึงตถลักษณะ คือ ทรงมีพระญาณหยั่งรู้เข้าถึงลักษณะที่แท้จริงของสิ่งทั้งหลายหรือของธรรมทุกอย่าง๔.พระผู้ตรัสรู้ตถธรรมตามที่มันเป็น คือ ตรัสรู้อริยสัจ ๔ หรือปฏิจจสมุปบาทอันเป็นธรรมที่จริงแท้แน่นอน ๕.พระผู้ทรงเห็นอย่างนี้ คือ ทรงรู้เท่าทันสรรพอารมณ์ที่ปรากฏแก่หมู่สัตว์ทั้งเทพและมนุษย์ ซึ่งสัตวโลกตลอดถึงเทพถึงพรหมได้ประสบและพากันแสวงหา ทรงเข้าใจสภาพที่แท้จริง ๖.พระผู้ตรัสอย่างนั้น (หรือมีพระวาจาที่แท้จริง) คือ พระดำรัสทั้งปวงนับแต่ตรัสรู้จนเสด็จดับขันธปรินิพพาน ล้วนเป็นสิ่งแท้จริงถูกต้อง ไม่เป็นอย่างอื่น ๗.พระผู้ทำอย่างนั้น คือ ตรัสอย่างใดทำอย่างนั้น ทำอย่างใด ตรัสอย่างนั้น ๘.พระผู้เป็นเจ้า (อภิภู) คือ ทรงเป็นผู้ใหญ่ยิ่งเหนือกว่าสรรพสัตว์ตลอดถึงพระพรหมที่สูงสุด เป็นผู้เห็นถ่องแท้ ทรงอำนาจ เป็นราชาที่พระราชาทรงบูชา เป็นเทพแห่งเทพ เป็นอินทร์เหนือพระอินทร์ เป็นพรหมเหนือประดาพรหม ไม่มีใครจะอาจวัดหรือจะทดเทียมพระองค์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ
  5. ไตรวัฏ : วัฏฏะ ๓, วงวน ๓ หรือวงจร ๓ ส่วนของปฏิจจสมุปบาท หมุนเวียนสืบทอดต่อๆ กันไป ทำให้มีการเวียนว่ายตายเกิด หรือวงจรแห่งทุกข์ ได้แก่ กิเลส กรรม และวิบาก (เรียกเต็มว่า ๑.กิเลสวัฏ ประกอบด้วย อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ๒.กรรมวัฏ ประกอบด้วย สังขาร ภพ ๓.วิปากวัฏ ประกอบด้วย วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ชาติ ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส) คือ กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม เมื่อทำกรรมก็ได้รับวิบากคือผลของกรรมนั้น อันเป็นปัจจัยให้เกิดกิเลสแล้วทำกรรมหมุนเวียนต่อไปอีก เช่น เกิดกิเลสอยากได้ของเขา จึงทำกรรมด้วยการไปลักของเขามา ประสบวิบากคือได้ของนั้นมาเสพเสวยเกิดสุข เวทนา ทำให้มีกิเลสเหิมใจอยากได้รุนแรงและมากยิ่งขึ้นจึงยิ่งทำกรรมมากขึ้น หรือในทางตรงข้ามถูกขัดขวาง ได้รับทุกขเวทนาเป็นวิบาก ทำให้เกิดกิเลส คือโทสะแค้นเคือง แล้วพยายามทำกรรมคือประทุษร้ายเขา เมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ วงจรจะหมุนเวียนต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด
  6. Budhism Thai-Thai Dict : จู๋จี๋, more results...

ETipitaka Pali-Thai Dict : จู๋จี๋, more than 5 found, display 1-5
  1. อภิคชฺชี : ค. ซึ่งส่งเสียง, ซึ่งร้อง, ซึ่งจู๋จี๋
  2. จุจฺจุ, จุจฺจู, (จจู) : อิต. มัน, เผือก, หัวผักกาดแดง
  3. จุจิ : (นปุ.) ทรวง, ทรวงอก, หน้าอก. จิกฺ อามสเน, อิ. แปลง อิ ที่ จิ เป็น อุ แปลง กฺ เป็น จฺ.
  4. โจจ : (ปุ.) เปลือก, เปลือกไม้, ผิว, หนัง. ตจฺ สํวรเณ, อ, ตสฺส โจ อสฺโส. ส. โจจ.
  5. ชจฺจนฺธ : (วิ.) บอดแต่กำเนิด, บอดโดยกำเนิด. วิ ชาติยา อนฺโธ ชจฺจนฺโธ. ชาติ+อนฺธ สำเร็จโดยวิธีสนธิดังนี้ แปลง อิ เป็น ย เป็น ชาตฺย แปลง ตฺย เป็น จฺจ รัสสะ อา เป็น อ รวมเป็น ชจฺจนฺธ รูปฯ ๓๓๖.
  6. ETipitaka Pali-Thai Dict : จู๋จี๋, more results...

Pramaha Prasert Mantasevi's Thai-Pali Dict : จู๋จี๋, not found

(0.1541 sec)